การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ไขความลับน้องหมา

การค้นพบความรู้ใหม่ ๆ มีอะไรให้เราประหลาดใจอยู่เสมอ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าวิทยาศาสต์เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เราเข้าใจน้องหมามากขึ้น เรื่องบางเรื่องที่เราสงสัยมานานก็ถูกตอบคำถามได้ด้วยงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพราะมนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวืตที่ขี้สงสัย และอยากจะหาคำตอบในสิ่งที่ตนคาใจอยู่เสมอ ซึ่งผมก็เชื่อว่าเรื่องราวที่จะนำเสนอดังต่อไปนี้เกี่ยวกับน้องหมา ก็คงจะมีเพื่อน ๆ หลายคนสงสัยกันอยู่ไม่น้อย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ตามมาไขปริศนากันเลยครับ

1 ไขปริศนาทำไมน้องหมาถึงมีขนหงอกขึ้นก่อนวัยอันควร

เมื่อน้องหมาเข้าสู่วัยชราก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างขึ้นกับร่างกาย ลักษณะที่เราจะพบเห็นได้บ่อยก็คือ สีขนนั้นจะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะบริเวณตรงใบหน้าและจมูก ซึ่งปกติน้องหมาที่เข้าสู่วัยชรานั้น ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่อายุราว 6 ปีขึ้นไป โดยสุนัขพันธุ์ใหญ่จะเข้าสู่วัยชราก่อนสุนัขพันธุ์เล็ก แต่มีการศึกษาหนึ่งของ Camille King และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร Applied animal behaviour science ฉบับเดือนธันวาคม ค.ศ. 2016 พบว่า น้องหมาที่ยังมีอายุน้อยก็มีขนหงอกขึ้นได้เช่นกัน การศึกษานี้ได้สำรวจสุนัข 400 ตัว ที่มีอายุช่วง 1-4 ปี จากแบบสำรวจเจ้าของสุนัข สุนัขที่มีขนหงอกขึ้นก่อนวัยอันควรนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสุนัขที่มีความวิตกกังวล ถูกกดดัน อยู่ในความกลัวเพราะเสียงที่ดัง โดยแยกจากสุนัขที่มีขนสีขาว สีครีม หรือขนที่มีลักษณะลายหินอ่อน (Merle) แล้ว เพื่อให้ง่ายต่อการสังเกตและช่วยลดความผิดพลาดในผลการศึกษา กล่าวคือ สุนัขส่วนมากจะไม่มีขนหงอกขึ้นก่อนอายุ 4 ปี แต่การเลี้ยงดูที่ทำให้สุนัขเกิดความวิตกกังกลบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการไม่ใส่ใจ ถูกทิ้งไว้ตามลำพัง ย่อมส่งผลต่อร่างกายน้องหมาได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าความวิตกกังวลนี้ส่งผลให้น้องหมามีขนหงอกขึ้นก่อนวัยอันควรได้ ก็คงจะคล้ายกับคนเราที่มีผมหงอกขึ้นก่อนวัยเพราะความเครียดนั่นเอง

2 ไขปริศนาทำไมน้องหมาเป็นมิตรกับคนแปลกหน้า

เพื่อน ๆ เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมสุนัขบางตัวก็ใจดี ขี้เล่น และเป็นมิตรกับทุกคน ในขณะที่สุนัขบางตัวก็ก้าวร้าว ดุดัน และไม่ค่อยจะเข้าหาคนง่าย ๆ เอาซะเลย ผลการศึกษาพบว่าสุนัขจะมียีนบางตัวที่ต่างกันออกไป นั่นคือยีน GTF2I and GTF2IRD1 ซึ่งเจ้ายีนทั้งสองตัวนี้ในมนุษย์เราบางคนก็มี แต่ว่าเป็นยีนที่เกิดจากการผ่าเหล่า (mutation) ทำให้มนุษย์บางคนนั้น เป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีมากเกินไป เรียกว่า กลุ่มอาการ Williams-Beuren syndrome หรือชื่อภาษาไทยว่า โรคนางฟ้า ซึ่งคนที่เป็นก็จะพบว่า ชอบเข้าสังคมและพูดเก่ง สนิทกับคนแปลกหน้าได้ง่าย ร่าเริงเป็นพิเศษ แต่คนพวกนี้ก็พบปัญหาของความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด มีหน้าตาผิดปกติ มีจมูกแบน พัฒนาการทางภาษาช้า จัดเป็นความผิดปกติแต่กำเนิดชนิดหนึ่ง ส่วนสุนัขนั้นมีการวิวัฒนาการจากสุนัขป่ามาเป็นสุนัขบ้าน ทำให้มีความแตกต่างกันทางพันธุกรรม อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของยีนบริเวณโครโมโซม สุนัขบ้านจึงชื่นชอบการเข้าสังคม และเป็นมิตรกับคนแปลกหน้าได้ง่ายกว่าสุนัขป่า จะเห็นได้ว่านอกจากการเลี้ยงดูและการฝึกแล้ว ยีนก็มีผลต่อนิสัยของสุนัขเช่นกัน

3 ไขปริศนาทำไมน้องหมาต้องเลียปากตัวเอง

สุนัขนั้นพูดกับเราไม่ได้ เวลาที่จะสื่อสารอะไรจึงมักมีการแสดงออกทางพฤติกรรม ส่วนใหญ่จะใช้หางและหูในการแสดงออกทางอารมณ์ แต่สุนัขก็มีการแสดงออกทางสีหน้าท่าทางได้เช่นเดียวกับมนุษย์ ซึ่งส่วนใหญ่เราก็จะดูไม่ออกว่า สุนัขแสดงอาการออกมาเช่นนี้ เขาต้องการจะสื่ออะไรกับเรากันแน่ อย่างการที่สุนัขเลียปากตัวเองบ่อย ๆ เรามักจะเดาหรือเข้าใจไปว่า สุนัขอาจกำลังหิว คลื่นไส้ หรืออาจกำลังทำให้ตัวเองแลดูน่ารัก เมื่อไม่นานมานี้นักวิจัยได้ค้นพบว่า การที่สุนัขเลียปากตัวเองนั้น เพราะเกิดจากการที่สุนัขนั้น “เครียด” ความจริงแล้วสุนัขนั้นอ่านอารมณ์ของเราผ่านการดูท่าทางและสีหน้าได้ อาจจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างขึ้นกับการเลี้ยงรู้ของสุนัขแต่ละตัว นักวิจัยจึงให้สุนัขอ่านสีหน้ามนุษย์ผ่านหน้าจอ มีทั้งสีหน้าที่ดีใจมีความสุข และสีหน้าโกรธ ปรากฎว่าน้องหมามักจะเลียปากเวลาที่เห็นมนุษย์แสดงสีหน้าโกรธ แต่สำหรับเสียงโกรธของมนุษย์นั้น ไม่มีผลต่อพฤติกรรมดังกล่าว นั่นแสดงให้เห็นว่า เวลาที่สุนัขเครียดหรือวิตกกังวลแล้ว สุนัขมักจะเลียปากตัวเอง เมื่อรู้เช่นนี้แล้วก็อย่าทำให้น้องหมาเครียดนะครับ

4 ไขปริศนาน้องหมากับน้องแมวใครฉลาดกว่ากัน

เป็นคำถามที่หลายคนคงคาใจมานานว่า สัตว์เลี้ยงสุดฮิตระหว่างสุนัขกับแมวใครกับแน่ที่ฉลาดกว่ากัน ผู้เลี้ยงสุนัขก็คงจะเชียร์สุนัข เพราะว่าสุนัขนั้นฝึกให้เข้าใจคำสั่งในง่ายกว่าแมว แต่ผู้เลี้ยงแมวก็อาจจะบอกว่าแมวก็ฝึกได้เมื่อกันนะ เพียงแต่มันมีโลกส่วนตัวสูงไปหน่อยเท่านั้นเอง เรื่องนี้คงถกเถียงกันไปอีกนานถ้าไม่มีงานวิจัยล่าสุดนี้ ซึ่งพิมพ์ลงในวารสาร Frontiers in Neuroanatomy ฉบับเดือนธันวาคม ค.ศ. 2017 ชี้ให้เห็นว่า สมองส่วน cerebral cortex ของสุนัขนั้นมีจำนวนเซลล์ประสาทที่สมองราว 526 ล้านเซลล์ (สุนัขน้ำหนักตัว 32 กิโลกรัม มีสมองน้ำหนัก 84.8 กรัม มีเซลล์ประสาทจำนวน 623 ล้านเซลล์ และ สุนัขน้ำหนักตัว 7.45 กิโลกรัม มีสมองน้ำหนัก 46.2 กรัม มีเซลล์ประสาท 429 ล้านเซลล์) ในขณะที่สมองส่วน cerebral cortex ของแมวน้ำหนัก 24.2 กรัม มีเซลล์ประสาทในสมองเพียง 250 ล้านเซลล์เท่านั้น ต่างกันถึง 2 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งจำนวนเซลล์สมองนี้มีผลต่อการเรียนรู้ ความคิด นึกจำในสิ่งมีชีวิต ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาสมองชั้นนอก (cerebral cortex) และนำมาวัดจำนวนของเซลล์ประสาทดังกล่าว ซึ่งขนาดของสมองนั้น อาจมีผลจากน้ำหนักของร่ายกายในสัตว์แต่ละชนิดด้วย

Credit https://www.petcitiz.info/หมา/